เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้กำหนดให้คอนโดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลต้องได้รับการออกแบบตามมาตรฐานพลังงานอาคาร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นกว่าเดิมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า
กฎกระทรวงดังกล่าวได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 รวมถึงออกประกาศกระทรวงและประกาศกรม พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้กับอาคารใหม่หรืออาคารที่มีการดัดแปลง จำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และเริ่มนำร่องในอาคารของรัฐตั้งแต่ปี 2554 และจะเริ่มใช้บังคับกับการก่อสร้างอาคารเอกชนในวันที่ 13 มีนาคม 2566 กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้เรียกว่า “กฎหมายพลังงานอาคาร”
และจะใช้กับอาคาร 9 ประเภทที่มีพื้นที่รวมทุกชั้นในอาคารเดียวตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป มีมาตรฐานขั้นต่ำในการออกแบบ 6 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเปลือกอาคาร (OTTV, RTTV), ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง (LPD), ระบบปรับอากาศ, อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน, การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร และการใช้พลังงานหมุนเวียน
อาคารจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามระยะเวลาการใช้งานอาคารในแต่ละวัน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มแบ่งออกเป็นอาคารย่อยรวม 9 ประเภท ดังนี้
กลุ่มที่ 1 - ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 8 ชม.ต่อวัน เช่น สถานศึกษาหรือสำนักงาน
กลุ่มที่ 2 - ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 12 ชม. ต่อวัน ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า สถานบริการ หอประชุม โรงละคร
กลุ่มที่ 3 - ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 24 ชม. ต่อวัน ได้แก่ โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม หรือโรงแรม
หลักเกณฑ์การพิจารณาจะใช้โปรแกรม Building Energy Code (BEC) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือในการคำนวณค่าการอนุรักษ์พลังงานที่ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 2 ประเภท ได้แก่ 1. การประเมินผ่านทั้ง 6 ระบบ หรือ 2. การประเมินระบบ การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร สามารถดาวน์โหลดเพื่อดูหลักเกณฑ์การประเมินค่าอนุรักษ์พลังงาน เอกสาร รายละเอียดเพิ่มเติมและข่าวสารสำคัญได้ที่: https://2e-building.dede.go.th/
จากรายงานของ พพ. อาคารที่ก่อสร้างตามมาตรฐาน BEC จะมีค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไป แต่จะประหยัดไฟกว่าอาคารทั่วไปไม่น้อยกว่า 10%
จากผลการศึกษาพบว่ามีอาคารใหม่เฉลี่ยปีละ 3,300 อาคาร โดนเป็นของภาคเอกชน 3,000 อาคารต่อปี และภาครัฐ 300 อาคารต่อปี ภายใต้มาตรฐาน BEC สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ 1,400 ล้านหน่วยต่อปี มูลค่าเงินที่ประหยัดได้ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อคำนวณต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างตามมาตรฐาน BEC จะต้องใช้เวลาในการคืนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นภายใน 42 เดือน หรือ 3 ปี 6 เดือน
มาตรฐาน BEC นอกจากจะมีผลบังคับใช้กับอาคารใหม่ที่ยื่นขออนุญาตหลังวันที่ 13 มีนาคม 2566 แล้ว ยังส่งผลต่ออาคารที่กำลังก่อสร้างที่จะแล้วเสร็จหลังวันที่ 13 มีนาคม 2566 อีกด้วย
ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น การเปิดอาคารจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดภายใน 15 วันทำการ เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้แก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนจึงจะสามารถเปิดอาคารได้
บทสรุป
แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่มองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะในพื้นที่สายหลักในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ COP26 ที่ประเทศไทยให้คำมั่นว่าประเทศมีเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และยังได้แสดงความปรารถนาที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2508