ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเราก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2564 กันแล้ว Lazudi มีบทความข่าวสารดี ๆ มาฝากอีกครั้งค่ะ และขอกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่” แก่ผู้อ่านทุกท่านค่ะ 🙂
จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เกิดจุดเปลี่ยนในวงการอสังหาริมทรัพย์ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งผู้ขาย-ผู้ซื้อต่างก็ต้องมีการปรับตัว พลิกแพลงเพื่อให้สถานการณ์และสถานะเป็นในทางที่ดีที่สุด Lazudi ได้นำข้อมูล-ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือในวงการอสังหามาแบ่งปันผู้อ่านค่ะ
คุณ ภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุปทานคอนโดใหม่ที่มีกำหนดจะเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงปี 2564 จะลดลงอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะมีเพียง 20,000 ยูนิต และมีผู้พัฒนาหลายโครงการเลื่อนการเปิดตัวออกไปก่อน และจากรายงานสรุปของทาง คอลลิเออร์ส เปิดเผยว่า อุปทานคอนโดใหม่ที่เปิดตัวในกรุงเทพฯลดลงอย่างรวดเร็วโดยลดลงเหลือ 21,643 ยูนิตในปี 2563 จาก 44,662 ยูนิตในปีที่แล้ว มูลค่าการขายรวมลดลงไปถึง 69% เหลือเพียง 66.5 พันล้านบาทจาก 216 พันล้าน
และอีกความเห็นจากที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ของ Plus Property Co ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ. Sansiri เปิดเผยว่า กรณีอุปทานคอนโดใหม่ที่เปิดตัวในกรุงเทพฯ ในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2549 มีมากกว่า 27,000 ยูนิต และในปี 2549 มีอุปทานเพิ่มขึ้น 250% เป็น 27,550 ยูนิต จากที่เคยน้อยกว่า 8,000 ยูนิต เมื่อปี 2548 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) เริ่มให้บริการในช่วงกลางปี 2547 เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายที่แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2542
ทั้งสองข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนี้อยู่ในจุดที่ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเหตุการณ์ระบาดโควิด-19 เป็นปัจจัยที่มีผลพอควร และปัจจัยบวกที่จะมาฉุดให้สถานการณ์ดีขึ้นสำหรับสถานการณ์ปี 64 นั้น คือการพัฒนาและใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 เศรษฐกิจและภาพรวมตลาดน่าจะฟื้นตัวขึ้น และทาง คอลลิเออร์ส ยังคาดการณ์ว่า ผู้พัฒนาอาจจะไปสร้างคอนโดหรือที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบอื่น ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดสำคัญ ๆ ที่มีทำเลโดดเด่น น่าสนใจแทน
จำนวนอุปทานคอนโดลดลง แต่บ้าน Low-Rise ยังคงเฉิดฉายและแข็งแกร่ง
อุปทานคอนโดใหม่ในปี 64 จะอยู่ในทำเลที่อุปสงค์ยังแข็งแกร่ง เช่น พื้นที่ในเขตวัฒนา ทองหล่อ-เอกมัย หรือทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีใหม่ที่กำลังก่อสร้างหรือใกล้เสร็จแล้วก็ยังคงมีกำหนดเปิดตัวอยู่ เช่น
ทำเลรถไฟฟ้าสายสีส้มบนถนนรามคำแหง , สายสีเหลืองบนถนนลาดพร้าวและเส้นถนนศรีนครินทร์ , สายสีชมพูในย่านรามอินทรา และรถไฟฟ้าสายสีทองบนถนนเจริญนคร ซึ่งถือว่ามีจำนวนยูนิตคอนโดใหม่ลดลง แต่“ บ้านแนวราบจะยังคงเป็นดาวรุ่ง” คุณ ภัทรชัย กล่าว “ผู้พัฒนาบางรายอาจพิจารณาชะลอการเปิดตัวคอนโดใหม่ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงหันมาปรับแผน สร้างบ้านแนวราบแทนรองรับกลู่มผู้บริโภคเรียลดีมานด์แทน และราคาที่นิยมมากที่สุดคือ 50,001 ถึง 100,000 บาทต่อตารางเมตร เนื่องจากราคาไม่แพงสำหรับความต้องการจริงและยังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
คุณ ภัทรชัย ทิ้งท้ายข้อความสำคัญไว้ว่า “กุญแจสำคัญ คือ การเปิดตัวอุปทานใหม่ด้วยราคาเดียวกับตลาดหรือต่ำกว่ามิฉะนั้นจะไม่น่าสนใจ”
โอกาสทองสำหรับผู้บริโภคจริงหรือ ?
จากข้อมูลและข่าวข้างต้น หากคิดภาพตามในแง่มุมของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อนั้น สามารถมองเป็นโอกาสที่ดีจริงค่ะ เพราะจากการที่อุปทานคอนโดลดลง ผู้พัฒนาหลายโครงการมุ่งพัฒนา ปรับแผนและหันมาสร้างบ้านแนวราบ บ้าน Low-Rise รองรับกลุ่มเรียลดีมานด์ หรือผู้ที่มีกำลังซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างแท้จริง แทนกลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุน เกร็งกำไร และราคาของบ้าน Low-Rise นั้น เฉลี่ยต่อตารางเมตรตามข้างต้น แต่ได้เป็นบ้าน ถือว่าราคาไม่แพงเกินความต้องการของผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรคำนึงถึงหลาย ๆ ปัจจัยให้รอบคอบ นอกจากการมีเงินสำรอง มีวินัยทางการเงิน ยังควรคำนึงสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเนื่องจากโควิด-19 ที่อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจ การงาน รายได้ เป็นต้น
หากผู้อ่านสนใจหรือต้องการสอบถามรายละเอียดอสังหาหรือคอนโดโครงการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สามารถเยี่ยมชมได้ทางเว็บไซต์ของเรา : https://lazudi.com/th
ขอบคุณภาพประกอบและที่มา : Bangkok Post